ถึง: ผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นคนธรรมดาๆ เคยเป็นเด็กที่ดูมีปัญหาจนเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้เพื่อฉันคนนี้
วันนี้วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ณ เมืองทูซอน รัฐแอริโซน่า สหรัฐอเมริกา อาจจะรวดเร็วเกินไปหน่อย แต่ที่เมืองไทยคือวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เป็นวันที่สำคัญอย่างนึง อาจจะไม่สำคัญอะไรนักหนาสำหรรับคนอื่น แต่สำหรับฉันมันสำคัญมาก
วันนี้เมื่อ52ปีก่อน คือวันที่ผู้ชายคนนี้ลืมตาดูโลกใบนี้
ใครๆที่เคยดูถูกว่าเขาเป็นเด็กเกเร เป็นนักเลงหัวไม้ แอบโดดเรียนไปสูบบุหรี่ใต้สะพานประจำ ไม่ตั้งใจเรียน ตัดลองทรงไปโรงเรียน แล้ววันต่อมาก็ประชดครูด้วยการโกนหัวจนครูโกรธ ไม่ให้เขาเข้าสอบ
วันหนึ่งผู้ชายธรรมดาคนนี้พบรักกับหญิงผู้หนึ่ง ทั้งสองดิ้นรนฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายมาด้วยกัน
ในวันแต่งงานของทั้งสอง ไม่ใช่งานใหญ่โตอันใด ไม่มีแม้แต่งานเลี้ยงรื่นเริง แค่จดทะเบียนสมรสกันเงียบๆ อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาตามมีตามเกิด
ขณะนั้นชายหนุ่มผู้นั้นกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะเขาได้สอบติดเนติบัณฑิตเหนือความคาดหมายของคนหลายๆคนที่เคยดูถูกว่าชาตินี้เขาจะไม่มีวันทำอะไรสำเร็จไปได้
ระหว่างที่ร่ำเรียน ภรรยาเขาได้ตั้งท้อง เขาเลิกบุหรี่ที่เคยสูบบ่อยๆเพราะรู้มาว่าบุหรี่นั้นไม่ดีสำหรับทารก ลูกคนแรกของเขาเป็นลูกสาว หน้าตาเหมือนหนูหริ่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง
เวลาที่ภรรยาเขาทำงาน เขาก็เรียนไปด้วย ดูแลลูกสาวไปด้วย
คนในตลาดยังคงจำได้ เขามักจะเอาลูกสาวตัวอ้วนใส่เป้ไปหน้าตลาดเพื่อซื้อน้ำเต้าหู้ใส่ไข่ลวกให้ลูกสาวดูดจากขวด
มันอาจจะฟังดูแล้วเกินไปนิด เขาเป็นคนที่กล้าเอาทองหยอดให้ลูกสาวที่ไม่มีฟันกิน จนหญิงสาวที่เป็นลูกค้าของร้านภรรยาตกใจ
เขาเองก็บอกว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าลูกสาวเขาชอบเพราะถึงแม้ไม่มีฟัน เด็กน้อยก็ขยับปากราวกับเคี้ยว
ไม่นานนัก เขาได้รับข่าวดี...เขากำลังจะเรียนจบเนติบัณฑิตไทยแล้ว เขากำลังจะรับปริญญา อนาคตเขากำลังจะไปได้ด้วยดี เพราะเขากำลังจะมีงานทำ มีเงินเก็บ สร้างครอบครัว
วันที่เขารับปริญญา เขาอุ้มลูกสาววัยไม่เกินหกเดือนของเขาขึ้นไปข้างบนดาดฟ้าที่มีป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ เขายืนกอดลูกสาวเขาหน้าป้ายวิญญาณทั้งหลายด้วยรอยยิ้มก่อนที่เสียงแฟลชจะดังตามมา รูปของเขาและรูปยังอยู่ในอัลบั้มหลายอัลบั้มที่เขาถ่ายเก็บไว้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว สิ่งของที่เก็บไว้นั้น มักมีคุณค่าทางจิตใจที่ทำให้มีความสุขยามเมื่อได้เห็นสิ่งของนั่นอีกครั้ง
ปีต่อมา เขาและภรรยาได้พาลูกสาวของเขาไปเที่ยวทะเล ด้ววยความซนของเด็กผู้หญิง ทำให้ล้มกลิ้งลงมาจากเก้าอี้ในร้านอาหาร...เขามิได้ไปช่วยประคองหรือปลอบใจลูกสาวแต่อย่างใด เขายืนมองเธอที่ไม่แม้แต่จะร้องไห้(คาดว่าคงร้องไม่ออก) เด็กหญิงตัวน้อยปีนขึ้นมานั่งบนเก้าอี้เหมือนเดิม
"ถ้าผมไปช่วยอุ้มลูกสาวผมขึ้นมา ถ้าวันไหมที่ลูกสาวผมล้มลงไปอีกหล่ะ ถ้าเวลานั้นผมไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว เธอก็คงจะเป็นเด็กที่ยอมแพ้ ไม่พยายามลุกขึ้นมาเดินอีก" คำสั่งสอนของเขา ฉันจำไว้จนขึ้นใจ
ปีถัดมา ภรรยาของเขาได้ตั้งท้องอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ลูกชายที่หน้าตาค่อนข้างเหมือนเขามาก ทำให้เขารักลูกชายคนนี้และคอยเย้าแหย่ลูกชายคนนี้ตลอดเวลา
แต่เหมือนกับเป็นกรรม ลูกชายของเขาเกิดมาพร้อมกับโรคชักเมื่อมีอาการไข้ขึ้น และเด็กผู้ชายคนนั้นก็ยังคงมีอาการชักมาจนถึงทุกวันนี้
ลูกทั้งสองคนนี้ของเขาชอบทะเลาะกันเรื่อย ไม่มีใครยอมใคร
"ถ้าเราไปอยู่คนเดียว เราจะคิดถึงมัน" นี่คือคำสอนของชายผู้นั้นให้กับเด็กหญิง
"แกก็เหมือน...ถ้าเจ๊เขาไม่รักเรา ไม่สงสารเรา วันนึงแกก็จะรู้สึกเหมือนตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่งพา" เขาหันไปบอกลูกชาย
เมื่อตอนที่ลูกสาวเขาขึ้นป.1 ชายหนุ่มเร่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ารับราชการเป็นอัยการ หนังสือที่เขาอ่านเป็นเล่มหนาๆที่ดูน่าเบื่อ แต่เขาก็พยายามอ่าน แม้จะดึกปานใดเขาก็ยังอ่านต่อไปเรื่อยๆ เขาเป็นคนที่เข้านอนดึกสุดและตื่นเช้าสุดเพื่ออ่านหนังสือ
ฉันทึ่งในความพยายามของเขาเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากเป็นแบบเขา ที่ไม่ยอมแพ้กับชีวิต และในที่สุด เขาก็ได้เป็นอัยการสมใจ
เขาเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการศึกษา เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องการให้ลูกๆเขามีความรู้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต มีกลอนบทหนึ่งที่เขามักจะท่องให้ลูกๆเขาฟังเสมอ จนฉันเองก็จำได้ติดสมองไปแล้วเหมือนกัน
......พ่อกับแม่ ไม่มีเงินทอง จะกองให้
จงใฝ่ใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
ใช้วิชา ความรู้ เป็นคู่มือ
เพื่อยึดถึอ ไว้ใช้ จนวันตาย
พ่อกับแม่ มีแต่ จะเเก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า เรื่อยไป นั้นอย่าหมาย
ใช้วิชา ความรู้ ไว้เลี้ยงกาย
ลูกสบาย พ่อกับแม่ ก็ชื่นใจ.....
หกปีผ่านไปหลังจาก ลูกสาวเขาไปขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 แต่ครั้งนี้ราวกับมรสุมครั้งใหญ่ได้พัดเข้ามาในชีวิต
เขาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนโดยพวกผู้ใหญ่ที่รับราชการ เป็นพวกที่ให้เขาเป็นเพะรับบาปแทนคนพวกนั้น
ช่างน่าขำนักที่ผู้ชายที่รักครอบครัวอย่างเขาจะต้องถูกไล่ออกจากทางราชการ แถมถูกหมายจับไล่ล่าราวกับเขาเป็นนักโทษข้ามชาติก็ไม่ปาน
ด้วยความที่เขาเกรงว่าลูกๆเขาจะได้รับอันตราย เขาได้ส่งลูกของเขาให้อยู่กับพี่สาวที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา
ผ่านไปหลายปีจนลูกสาวของเขาจบมัธยมศึกษาปีที่6 เธอกำลังจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของรัฐและติดอันดับในท็อปสองร้อยมหาวิทยาลัยอันดับโลก เขาดีใจเป็นที่สุดเมื่อลูกสาวของเขามาถึงจุดนี้ เขาครุ่นคิดหาวิธีให้เธอได้เรียน แต่เพราะตอนนี้เขาไม่มีงานทำ จึงไม่มีเงินให้เธอได้เรียนอย่างสบาย...
ส่วนพี่สาวเขาก็ปลดเกษียณ เขาไม่ต้องการให้พี่สาวเขาต้องมาเสียเงินให้ลูกๆเขาอีกแล้ว เพราะหลายปีที่ผ่านมา พี่สาวเขาได้เลี้ยงดูเด็กทั้งสองอย่างดี
เมื่อห้าเดือนก่อน ฉันกลับไปเยี่ยมเมืองไทย ฉันพบเขา เขายังอยู่ดี...หมายจับที่ถูกถอนไปโดนถอนแล้ว แต่หลังจากนั้นหนึ่งเดือน มีกลุ่มชายชุดดำที่ดูท่าทางเหมือนพวกนักเลงมากกว่าตำรวจนอกเครื่องแบบ มาพร้อมกับบอกว่ามีหมายจับชายผู้นั้น
ตอนนี้เขากำลังหนีคนพวกนั้น...เหมือนกับพวกเขามาแบบไม่บริสุทธิ์ มากันเป็นกลุ่มราวกันพวกที่จะมาอุ้มไปฆ่า สันนิษฐานว่าเพราะฎีกาที่ชายผู้นี้ถวายถึงในหลวงได้เข้าถึงในหลวงแล้ว พวกผู้ใหญ่ที่เคยตีโพยตีพายว่าชายผู้นี้รับสินบนก็จะกลายเป็นผิดไปด้วย เลยต้องทำการกำจัดเสี้ยนออกไปเสียก่อน
อ่านมาถึงตรงนี้คงเดาออกว่าชายผู้นี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกันฉัน
ใช่แล้ว...ฉันเป็นลูกสาวคนแรกของชายผู้นี้เอง
ฉันเชื่อว่าซักวัน พ่อของฉันจะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวงที่โหมกระหน่ำราวกับมรสุมชีวิต
ฉันเชื่อว่าซักวัน พ่อฉันจะลุกขึ้นมาเหมือนกับที่เขาเคยสอนฉัน
คำสอนทุกคำสอนของพ่อฉัน ฉันยังจำได้เป็นแม่นมั่น
ฉันอยากขอบคุณที่ทำให้ฉันเกิดมาเป็นลูกของพ่อคนนี้
อยากขอบคุณโชคชะตาที่เกิดมาเป็นลูกสาวของพ่อที่สุดแสนจะประเสริฐ ผู้ชายที่ไม่ยอมแพ้กับโชคชะตาตัวเองแม้ว่ามันจะร้ายแรงซักแค่ไหน เขาจะลุกขึ้นสู้
วันใดที่ฉันท้อ เมื่อนึกถึงพ่อของฉัน ฉันรู้สึกว่าท่านคอยให้กำลังใจอยู่อย่างเงียบๆ เราสองคนกำลังเดินฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน เรากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยกัน แม้เราห่างไกลกัน ฉันรู้สึกได้ว่าพ่อฉันจับมือฉันไว้ แล้วหันมาพูดกับฉันด้วยรอยยิ้ม
"อย่ายอมแพ้ เราสู้จนมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็สู้ต่อไปเถอะ เราสองคนไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่นา ตอนนี้ มันมีแต่ได้กับเสมอ"
แม้วันนี้เราเผชิญอุปสรรค
แม้เหนื่อยนักเราจะสู้อย่าท้อถอย
จำเอาไว้ว่าพรุ่งนี้ที่รอคอย
ยังคงลอยอยู่ไม่ไกลจากตัวเรา
กลอนด้านล่างแม้จะดูเป็นกลอนราคาถูก แต่ก็ถูกกลั้นกรองมาจากความรู้สึกที่ฉันมีต่อพ่อของฉัน
อยากบอกให้ท่านรู้ว่า ฉันรักท่านมาก ขอให้ท่านหมดเวรหมดกรรมซักทีเถิด
ยามทุกข์ใจ ท่านเหมือนลมช่วยปัดเป่า
ยามหงอยเหงา เป็นเพื่อนคุยทุกแห่งหน
ยามท้อถอย ท่านเป็นเหมือนกระแสชล
รดหัวใจยามร้อนรนให้ผ่อนคลาย
วันนี้ลูกจะทำเพื่อพ่อบ้าง
จะมุ่งมาดเรียนต่อไปเพื่อจุดหมาย
มีความรู้ความสามารถไว้เลี้ยงกาย
ปัดเป่าความทุกข์ให้หายจากพ่อเอย
จาก ลูกคนหนึ่งถึงคุณพ่อที่สุดแสนจะออวซั่มที่สุดในชีวิตของเธอ
ลูกสาวคนนี้รักพ่อค่ะ
=============================
กลายเป็นฟิคเพื่อพ่อว่ะเฮ้ย
จะเรียกว่าแฟนฟิคก็ได้มั้ง เป็นแฟนพันธุ์แท้พ่อ //โดนตบปลิว
แต่ทั้งเรื่องมันก็เรื่องจริงทั้งนั้นนี่หว่า
ไม่ได้ใส่ดีเทลตอนจบ แบบว่าง่วง...=_=
ไม่งั้นจะเขียนประจานไอ้พวก..เสียให้เละ